มันสำปะหลัง

ภาพมันสำปะหลังของศูนย์วิจัยกสิกร


มันสำปะหลัง

(ชื่อวิทยาศาสตร์: Manihot esculenta (L.) Crantz)

ชื่อสามัญเรียกหลายชื่อเช่น Cassava, Yuca, Mandioa, Manioc, Tapioca ชาวไทยเดิมเรียกกันว่า มันสำโรง มันไม้ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า มันต้นเตี้ย ภาคใต้เรียกมันเทศ (แต่เรียกมันเทศว่า "มันหลา") คำว่า "สำปะหลัง" ที่นิยมเรียกอาจมาจากคำว่า "ซำเปอ (Sampou)" ของชวาตะวันตก


1.0 ต่อเศรษฐกิจไทย

เป็นพืชหัวชนิดหนึ่ง เป็นพืชอาหารที่สำคัญอันดับ 5 รองจากข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว และมันฝรั่ง และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลกมานานกว่า 4 ทศวรรษ นำรายได้เข้าประเทศ 110,276 ล้านบาทในปี 2567


1.1 การส่งออก

ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยในเดือนธันวาคม 2567 กลับมาขยายตัวในรอบ 14 เดือน อยู่ที่ร้อยละ 7.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนหน้า ตลาดส่งออกสำคัญที่มูลค่าการส่งออกในเดือนธันวาคมขยายตัว ได้แก่ จีน (ขยายตัวร้อยละ 25.1) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 14.8) อินโดนีเซีย (ร้อยละ 55.9) ออสเตรเลีย (ร้อยละ 9.3) และเนเธอร์แลนด์ (ร้อยละ 72.6)


ตามรายงาน Agricultural Statistics of Thailand ปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังอันดับ 3 ของโลกรองจากไนจีเรียและคองโก โดยมีพื้นที่เก็บเกี่ยว 9.92 ล้านไร่ โดยมีตลาดหลักในการส่งออกคือจีนและญี่ปุ่น (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2567) โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่เพาะปลูกหลัก เนื่องจากลักษณะดินร่วนปนทรายและดินเค็มที่เหมาะกับการปลูกมันสำปะหลัง (Ploddee et al., 2560; El-Sharkawy, 2555; ขวัญสุดาและคณะ, 2565) จังหวัดที่มีการปลูกมากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ และกำแพงเพชร


ตามรายงานกระทรวงพาณิชย์

กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขส่งออกสินค้ามันสำปะหลัง 8 เดือนของปี 2568 มีปริมาณการส่งออกรวม 6.37 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.70 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการส่งออกเพียง 4.66 ล้านตัน แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์การส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยที่ขยายตัวได้มากขึ้นจากความต้องการมันสำปะหลังไทยในตลาดต่างประเทศ 


1.2 แนวโน้มในอนาคต

ตามรายงานของ ศูนย์วิจัยกรุงศรี

แนวโน้มอุตสาหกรรมมันสำปะหลังโดยรวมปี 2568-2570 ผลผลิตมีทิศทางทรงตัวหรือเติบโตต่ำ ตามสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนจากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ และลานีญาที่เกิดขึ้นสลับกัน โดยมีแนวโน้มจะเผชิญกับภาวะภัยแล้งที่อาจกลับมาสร้างความเสียหายแก่ผลผลิตที่จะออกในปี 2570 ได้อีก ขณะที่ความต้องการผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวจากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเอทานอล ตามภาวะเศรษฐกิจและการขนส่งที่จะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ รองรับการท่องเที่ยวและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน ปริมาณการส่งออกในช่วงปี 2568-2569 มีทิศทางขยายตัวตามความต้องการมันเส้นจากจีนที่เพิ่มขึ้นชดเชยสต็อกข้าวโพดในจีนที่ลดลง เพื่อนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศที่ยังมีศักยภาพในการเติบโต อาทิ ยา เครื่องสำอาง อาหาร กระดาษ และสารให้ความหวาน แม้นโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ อาจมีผลจำกัดการเติบโตของตลาดส่งออกโดยรวม

แหล่งข้อมูล https://www.krungsri.com/th/research/industry/industry-outlook/agriculture/cassava/io/cassava-2025-2027


1.3 ปัญหาการส่งออก ฯลฯ

ในปัจจุบันมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ทั้งจากโรคระบาดที่ยาวนาน และจากที่ประเทศเพื่อนบ้านหันมาปลูกและพัฒนาอุตสาหกรรมแป้งมัน จนกลายเป็นคู่แข่งของไทยทั้งในตลาดแป้งมันและมันเส้น


แหล่งข้อมูล https://tdri.or.th/2025/09/time-to-rethink-thai-cassava-policy-article/

1.4 ราคามันสำปะหลัง

ราคามันสำปะหลังปี 2568
แหล่งข้อมูลราคามันสำปะหลัง
1) http://www.ttta-tapioca.org/
2) https://www.nettathai.org/2012-02-06-06-49-09.html (เฉพาะจังหวัด นครราชสีมา, อยุธยา)
3) https://thaitapioca.org/
4) https://tapiocathai.org/M2.html (กราฟราคาเฉลี่ยรายเดือน)
5) https://gdcatalog.go.th/dataset/gdpublish-11-70/resource/bc9c750e-c3c0-40a2-b4dc-9486d2759618 (ข้อมูลเก่า)


2.0 โรคของมันสำปะหลัง
ภาพเตือนภัยโรคใบด่างในมันสำปะหลัง
FB: สำนักงานเกษตร บ้านดุง
(ภาพประกอบ)


โรคใบด่างมันสำปะหลัง สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan Cassava mosaic virus (SLCMV)

โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา มีเพลี้ยจักจั่นเป็นพาหะ และต้นสาบม่วงเป็นพืชอาศัยของโรคพุ่ม

เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ที่พบในมันสำปะหลังมี 4 ชนิด คือ เพลี้ยแป้งลาย เพลี้ยแป้งแจ็คเบียส เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีเขียว และเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู สำหรับเพลี้ยแป้งที่ทำความเสียหายให้กับมันสำปะหลังอย่างรุนแรงคือ เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู ซึ่งเป็นแมลงศัตรูต่างถิ่น

เพลี้ยหอยเกล็ด พบการระบาดในแปลงมันสำปะหลังที่ใกล้เก็บเกี่ยว หรือพบในต้นมันสำปะหลังที่กองสุมไว้ทำพันธุ์ โดยเพลี้ยหอยเกล็ดมีลักษณะเกล็ดสีขาวนูน ขึ้นปกคลุมเกือบทุกส่วนของมันสำปะหลัง ทั้งส่วนยอด ลำต้น กิ่ง เหง้า และหัว

แหล่งข้อมูล https://www.doae.go.th/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87-4/



ภาพประกอบ 1)



ภาพประกอบ 2)

3.0 ประวัติ

มันสำปะหลังพันธุ์ห้านาทีเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีการปลูกทายาวนานกว่า 200 ปี เพื่อใช้ในการรับประทาน

4.0 สายพันธุ์
ภาพประกอบ
พันธุ์ห้านาที


4.1 พันธุ์ห้านาที มันสำปะหลังพันธุ์ห้านาทีเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกในไทยมานาน มีจุดเด่นคือมีปริมาณกรดไฮโดรไซยานิคต่ำ เนื้อร่วน เหมาะสำหรับนำมาทำอาหารและขนม เช่น เชื่อม ย่าง นึ่ง หรือแปรรูปเป็นขนมหวานต่างๆ มีการเพาะปลูกและจำหน่ายทั้งท่อนพันธุ์และหัวมันเพื่อบริโภค

ลักษณะ
สียอดอ่อน สีเขียว
การมีขนที่ยอดอ่อน ไม่มี
สีก้านใบ สีแดง
ลักษณะใบ ใบหอก
ลักษณะหูใบ โคนหูใบสีแดง ปลายงอนคล้ายขนตา
ลักษณะทรงต้น/ระดับการแตกกิ่ง ลำต้นตรงสูง แตกกิ่งสูง 0 – 1 ระดับ
สีลำต้น สีน้ำตาลเข้ม
สีของเปลือกหัว สีน้ำตาลเข้ม
ลักษณะหัว หัวเรียวยาว
สีเนื้อหัว ขาว
ลักษณะเด่น กรดไฮโดรไซยานิคในหัวค่อนข้างต่ำ เนื้อหัวร่วน เหมาะสำหรับรับประทาน
ข้อจำกัด ไม่ควรเก็บเกี่ยวอายุเกิน 10 เดือน เพราะจะมีเส้นใยมาก ในสภาพสวนเก็บเกี่ยวอายุ 8 เดือน
ผลผลิตหัวสด (ตัน/ไร่)

ภาพมันพันธุ์ระยอง 1


4.2 พันธุ์ระยอง 1 เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย ปลูกครั้งแรกทางภาคใต้ของประเทศไทย ในบริเวณพื้นที่ปลูกยางพารา ต่อมามีผู้นำไปปลูกในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมทำแป้งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ยอดขาว ในปี 2509 สถานีกสิกรรมห้วยโป่ง จังหวัดระยอง (ปัจจุบันเป็นศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง) ได้รวบรวมพันธุ์มันสำปะหลังจากท้องถิ่นต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเป็นครั้งแรก ทำการคัดเลือกและเปรียบเทียบผลผลิต พบว่า พันธุ์ระยองให้ผลผลิตสูงสุด ปี 2518 กลุ่มนักวิชาการผู้ปฏิบัติงานวิจัยตั้งชื่อให้ว่า พันธุ์ระยอง 1 และ แนะนำพันธุ์ โดยกรม กสิกรรม เมื่อปี 2500
ลักษณะเด่น ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศแปรปรวน เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ กัน
ผลผลิตและคุณภาพ ผลผลิตหัวสดประมาณ 4,150 กิโลกรัมต่อไร่ มีแป้ง 18.3%
ลักษณะประจำพันธุ์ ยอดสีม่วงใบที่เจริญเต็มที่สีเขียวปนม่วง ก้านใบสีเขียวปนม่วงยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นแบบใบหอกปลายมน (oblongceolate) มีแฉก 3, 5, 7 หรือ 9 แฉก ใบกว้าง 2.6-4.8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 17 เซนติเมตร ขอบตาหรือขอบใบ (leat scar) นูนใหญ่ห่างกันประมาณ 3-5 เซนติเมตร ลำต้นสีเขียวปนเทา หัวมีลักษณะเรียวยาว ผิวเรียบ เปลือกสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาว ความสูงของต้น 2.5-3.5 เซนติเมตร การแตกกิ่ง แตกกิ่งน้อยประมาณ 3 ระดับ ระดับแรก สูงจากพื้นดินประมาณ 200 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 15-30 องศา เก็บเกี่ยวอายุ 12 เดือน
ความต้านทานโรค ต้านทานโรคใบไหม้ปานกลาง
ฤดูปลูกที่เหมาะสม ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ปลายฤดูฝน เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

รายชื่อทีมงาน 
1) สิปปวิชญ์
(Sippawit)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศบุรุนดี

การพัฒนาประเทศบุรุนดีโดยรวม

Ulawa coastal ring road ภาษาไทย